ปิดตำนาน! พิพาท..ศาลฎีกาพิพากษา การทางพิเศษไม่ต้องจ่าย “ค่าโง่ทางด่วน 9,000 ล้าน”

ข่าว siamzaa : 9 ปีเต็ม ๆ กับกรณีพิพาทเรื่องการฟ้องร้องระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับ บริษัท ช.การช่าง จนกระทั่งล่าสุดมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมา แต่กลับไม่เป็นข่าวใหญ่ในกระแสสื่อมากนัก ขณะที่ล่าสุด นายไพศาล พืชมงคล ผู้ช่วยกรรมการรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้ขึ้นข้อความ “ ศาลฎีกาตัดสินว่ามีการทำสัญญาโดยไม่สุจริต

อ้าวอย่าทำเงียบนะเฟ้ย ต้องเอาคนโกงทั้งโขยงมาลงโทษ” !!! ” หลังจากก่อนหน้าได้โพสต์ถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว ว่า …”ที่มันยังโกงไม่เลิกรา เพราะพวกชงโกงไม่เคยถูกจัดการยังชงโกงกันตลอดมา”

นอกจากนั้น เพจเฟซบุ๊กของ “ Siriwanna Jill – New ” ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อย้ำถึงสิ่งที่เรียกว่าเป็นผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ตามรายละเอียดดังนี้ “ เมื่อ 13 ต.ค. 58 ลุงตู่ สั่งการให้ วิษณุเทพ ติดตามข้อมูลการฟ้องร้องคดีความ ค้างคามานาน ระหว่างรัฐบาลเลือกตั้ง เป็นโจทก์และจำเลย เน้นให้ความสำคัญกับคดีที่มีวงเงินสูง ตั้งแต่หลักพันล้านถึงหมื่นล้านบาท ไม่ให้มีการปล่อยให้คดีหมดอายุความ รวม 12 คดี รัฐเป็นจำเลย 6 คดี และเป็นโจทก์ 6 คดี โดยนักการเมือง กลุ่มนี้ยังวนเวียนกลับมา โกงใหม่ไม่หยุด

คดีค่าทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ บริษัท Walter Bau AG หรือ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอะไรกับกรมทางหลวง แต่เป็นเพียงหนึ่งในผู้ถือหุ้น ในบริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับสัมปทานจากรัฐ ซึ่งขายหุ้นในมือออกไปนานแล้ว ฟ้องรัฐบาลไทย เกิดขึ้นปี 2532 โดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้เปิดให้เอกชนเข้ารับสัมปทานก่อสร้างและให้บริการทางยกระดับดินแดง – ดอนเมือง ระยะทาง 15.4 กม.มีอายุสัญญา 25 ปี สิ้นสุดในปี 2557 เป็นปัญหามาตั้งแต่ รัฐบาลอานันท์ – ชวน -บรรหาร -ชวน 2-ทักษิณ -พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ – อภิสิทธิ์ -ยิ่งลักษณ์

ยุค “ทักษิณ” เลวสุดที่ไม่ยอมอนุมัติ ให้ปรับค่าผ่าน แม้จะมีสัญญาสัมปทานล็อกคออยู่ “รัฐบาลมาร์ค” ที่ถูกประชาชนฟ้องศาลปกครองกลาง ซึ่งก็มีเหตุมาจากความเสียเปรียบ เรื่องสัญญาที่แก้ไข หลายรอบแบบที่เอกชนได้เปรียบ ถึงขั้นยึดเครื่องบินพระที่นั่ง

คดีนี้ ลุงตู่ ให้ความสำคัญอันดับแรก บริษัท Walter Bau AG ฟ้องรัฐบาลไทย เรียกร้องค่าเสียหาย ในโครงการก่อสร้างโทลล์เวย์ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีที่ “บริษัทเอกชนต่างชาติ” ฟ้องร้องราชอาณาจักรไทย เป็นการนั่งพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ด้วยวาจาต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย และมีการสืบพยานบุคคล ที่สถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง

ทั้งสองฝ่ายหักล้างข้อกล่าวหากันว่า การที่รัฐบาลอนุมัติแบบล่าช้าทำให้เกิดความล่าช้าในการก่อสร้างทางยกระดับ ฝ่ายไทยต่อสู้ว่าไม่เป็นความจริง กรมทางหลวงไม่ได้อนุมัติแบบล่าช้า แต่บริษัท ทางยกระดับฯ เป็นฝ่ายที่ส่งแบบล่าช้า และแบบที่ส่งนั้นบางครั้ง มีการออกแบบเพื่อให้บริษัททางยกระดับฯ ได้รับประโยชน์มากที่สุด อีกทั้งไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

ข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลไทยไม่ยอมให้มี การปรับขึ้นค่าผ่านทางตามสัญญาสัมปทานฯ และบังคับให้มีการปรับลดค่าผ่านทาง ฝ่ายไทยต่อสู้ว่า ความล่าช้าในการปรับขึ้น ค่าผ่านทางมีสาเหตุมาจากข้อกำหนด ในสัญญาสัมปทาน การปรับขึ้นค่าผ่านทางต้องทำการ ก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือแล้วเสร็จก่อน ซึ่งปรากฏว่าส่วนเชื่อมต่อ ระหว่างสนามบินกับทางยกระดับยังไม่แล้วเสร็จ”

สำหรับที่มาที่ไปของคดีพิพาทดังกล่าว เริ่มต้นจากรายงานข่าวจาก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2560 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาคดี บริษัท ช.การช่าง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กทพ. ให้ชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย จากค่าผ่านทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี) จำนวน จำนวน 9,000 ล้านบาท เนื่องจาก กทพ.ได้รับทางด่วนโดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย (ลาภมิควรได้) โดยศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้กทพ.เป็นฝ่ายชนะคดี

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีข้อพิพาททางด่วนสายบางนา-ชลบุรี ซึ่งบริษัท ช.การช่าง เรียกค่าก่อสร้างเพิ่มเติม 6,200 ล้านบาท และ กทพ.แพ้คดีในชั้นคณะอนุญาโตตุลาการ จึงนำข้อพิพาทสู่กระบวนการของศาล ซึ่งปี 2549 ศาลฎีกาได้พิพากษาให้ กทพ. ชนะคดีไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มตามที่บริษัท ช.การช่าง เรียกร้อง เนื่องจากการทำสัญญาก่อสร้างทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี เกิดจากกระทำโดยไม่สุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ผูกพัน กทพ. ต่อมาปี 2551 บริษัท ช.การช่าง เป็นโจทก์ยื่นฟ้องทางแพ่งกับ กทพ. โดยอ้างว่าคำพิพากษาศาลฎีกา ปี 2549 ทำให้ กทพ.ได้ทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี โดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย กทพ.ต้องคืนทางด่วนให้กับโจทก์ เนื่องจากทางด่วนตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว กทพ.ต้องชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยจากค่าผ่านทาง เป็นเงิน 9,000 ล้านบาท

ต่อมาในวันที่ 15 ก.ย.2554 ศาลพิพากษาให้ กทพ.แพ้คดี ต้องจ่ายเงิน 5,000 ล้านบาท แต่ กทพ.ได้ยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2556 ให้ กทพ.เป็นฝ่ายชนะ ไม่ต้องชำระเงินตามที่โจทก์เรียกร้อง จนกระทั่งวันที่ 22 มิ.ย.2560 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในที่สุด